การบริโภคเนื้อสัตว์ กับการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้
นอกจากโรคหัวใจก็มีเจ้าโรคมะเร็งนี้แหละที่คนส่วนใหญ่กลัวกัน เพราะเมื่อเป็นแล้วมีข้อจำกัดมากมายในการดูแลรักษาเป็นอย่างมาก ดังนั้นวิธีการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งนี่แหละเป็นวิธีที่ดีที่สุด
คงเข้าทำนองที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน" และที่สำคัญการป้องกันนั้นง่ายกว่าการรักษามากเลยทีเดียว ที่ง่ายที่สุดก็คือ เรื่องอาหารการกิน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่เพิ่มโอกาส เสี่ยงการเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
เนื้อสัตว์ไม่ว่า จะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อเป็ด-ไก่ มีผลจากการวิจัยของศูนย์สุขภาพ มหาวิทยาลัยโลมา-ลินดา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีรายงานการวิจัยว่า เนื้อสัตว์ทั้งหลายไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องอัตราเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ล้วนมีความเสี่ยงพอ ๆ กัน โดยมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งมากกว่าพวกที่กินมังสวิรัติที่ไม่กินเนื้อเลยถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งกินบ่อย และปริมาณมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น รวมถึงการกินเนื้อสัตว์ที่มีการปิ้งย่าง เนื้อที่มีส่วนไหม้เกรียม ตัวอย่างจากผลการวิจัยผู้ที่กินเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 4 มื้อ จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งสูงกว่าปกติถึงร้อยละ 200 ในคนที่ทานเนื้อสัตว์ 1-2 มื้อต่อสัปดาห์มีโอกาสเสียงกว่าปกติร้อยละ 38
ผู้วิจัยเชื่อว่าการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาก ๆ มีความถี่มากเท่าใด และไม่ว่าชนิดใด จะเป็นสาเหตุสำคัญในการเพิ่มโอกาสต่อการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารมากขึ้น ยิ่งในรายที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วยจะยิ่งไปเพิ่มโอกาสการหมักหมมของซากโปรตีนจากสัตว์ในลำไส้ใหญ่ ทำให้มีโอกาสเพิ่มและตกค้างของสารพิษซึ่งเป็นตัวหนึ่งที่มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดโอกาสเกิดมะเร็งสูงขึ้นด้วย ในกรณีที่หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ อย่างน้อยควรพยายามอย่าให้มีกากโปรตีน จากเนื้อสัตว์ค้างในลำไส้ อย่าพยายามทำให้เกิดท้องผูก
พยายามขจัดกากออกให้เร็วที่สุดเป็นประเด็นหนึ่งในระบบชีวจิตที่มีการเน้นให้มีการทำ ดีท็อกซิฟิ-เคชั่น หรือการขจัดสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ วิธีการขจัดสารพิษออกจากร่างกายมีหลายวิธี ยากง่ายให้ผลมากน้อยแตกต่างกันไป ตามความสะดวก พฤติกรรมการบริโภคที่มีผลต่อความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ในบ้านเราตามปกติแล้วจะชินกับการทานอาหาร 3 มื้อมาตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อขาดการทานมื้อใดมื้อหนึ่งไป เมื่อถึงเวลาด้วยความเคยชินก็จะหลั่งน้ำย่อยออกมา เมื่อไม่มีอาหารให้ย่อย ผนังกระเพาะ และลำไส้ก็มีส่วนถูกย่อยด้วยกรดจากน้ำย่อย
ดังนั้น ควรทานอาหารให้ครบมื้อและตรงเวลา การฝึกในการลดอาหารหรือลดจำนวนมื้อในแต่ละวันควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ร่างกาย มีปรับตัวได้ทันและไม่ทำอันตรายต่อระบบย่อยอาหารของเราเอง คนที่มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อบ่อย เป็นเพราะมีการทานอาหารในแต่ละมื้อนั้น
มากเกินไปหรือเคี้ยวไม่ละเอียด ทำให้สัดส่วนของอาหารและน้ำย่อยไม่เพียงพอ ทำให้เหลืออาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือย่อยไม่หมดเหลือมาก เพียงลองลดอาหารในแต่ละมื้อลง เปลี่ยนมาทานให้บ่อยขึ้นหรือเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากขึ้น จะช่วยให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ขึ้น กระเพาะและลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก
ปริมาณอาหารที่พอดีในแต่ละคนมีวิธีสังเกตง่าย ๆ คือ คนที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปมีส่วนสูงประมาณ 165 ซม. ในผู้ชายควรมีน้ำหนักมาตรฐาน 63 +/- 5 กิโลกรัม ในผู้หญิงควรมีน้ำหนักประมาณ 56 +/- 5 กิโลกรัม ถ้ามีน้ำหนักน้อยหรือมากกว่ามาตรฐานแสดงว่าการรับประทานในแต่ละวันไม่สมดุล โดยอาจไม่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย
คนที่มีอาการเบื่ออาหาร อาจมีสาเหตุมาจากความเครียด ทำให้กินอาหารไม่ตรงเวลา การกินในปริมาณมากเกินไปในขณะที่กระเพาะลำไส้ไม่ทำงาน บางคนกระเพาะลำไส้ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการกินอาหารไม่ทันใด ก็ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำ
การดื่มชากาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเยอะ จะไปกระตุ้นให้กรดออกมาเยอะ การสูบบุหรี่จัดมีผลให้กระเพาะบีบตัวได้ไม่ดี หูรูดของกระเพาะที่ต่อกับหลอดอาหารและกระเพาะกับลำไส้เปิด-ปิดได้ไม่ดี เกิดอาการกรดในกระเพาะล้นพ้นขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารได้ทำให้รู้สึกหน้าอกแสบร้อนได้
ดังนั้นการลดกาแฟหรือบุหรี่ลง กินอาหารรสไม่จัด สักประมาณ 1 อาทิตย์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ การปล่อยให้เป็นลักษณะนี้ไปนานๆอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้
นิตยสาร Medical Upgrade ฉบับ 010
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น